ณ วันที่ ป้าย "ราชประสงค์" หายไป

วันอาทิตย์ที่ 18 ที่ผ่านมาช่วงเย็นๆ ใครที่ผ่านไปผ่านมาตรงแถวแยกราชประสงค์ก็คงจะแปลกใจ ที่เห็นผู้คนมากมายพากันมุงดูอะไรอยู่ ผมก็เช่นกันรีบวิ่งไปดูด้วยความตื่นเต้น.. ทำไมน่ะเหรอ ก็คงเพราะได้เห็นคนใสเสื้อสีแดงเดินไปเดินมาอีกครั้งน่ะสิ

เนื่องมาจากสัปดาห์ก่อนๆ ที่ได้มีการจัดกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง แต่ได้เป็นข่าวใหญ่ขึ้นมาหลังจากมีการปล่อยตัว "บก.ลายจุด" คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือหนูหริ่งที่ชาวๆ NGO เรียกกันในฐานะประธานมูลนิธิกระจกเงา ที่เป็นต้นแบบหนึ่งในการออกค่ายอาสาของนักศึกษาที่เป็นเทรนด์อยู่ในบรรดาปัญญาชนสมัยนี้ ทันทีที่ถูกปล่อย บก.ก็ประกาศที่จะยังคงเชิญชวนให้มา "ผูกผ้าสีแดง" กันต่อไปโดยไม่เกรงกลัวอำนาจล้นฟ้าของ ศอฉ.ทำให้ผู้คนมากมายที่ทราบข่าวพากันมาลุ้นกันว่าอาทิตย์นี้ "บก.ลายจุด" จะโดนจับอีกหรือเปล่า

อาทิตย์นี้เองที่ผมได้เห็นความเปลี่ยนแปลง จากสัปดาห์แรกๆ ก่อนที่บก.จะถูกจับ คนมาไม่ถึง 50 คน สัปดาห์ต่อมาเกือบๆ 100 คนและสัปดาห์นี้เกือบๆ 500 คน มันบ่งบอกสัญญาณอะไรบางอย่างที่น่าสนใจไม่แพ้ "ที่นี่มีคนตาย" เสียงกระหึ่มที่ทุกคนตะโกนพร้อมกันต่อหน้าสายตามากมาบบน skywalk ที่ทั้งงงๆ และสับสนว่า "พวกนี้มันมาทำอะไร" "เค้าสลายไปหมดแล้วนี่" "จะมาชุมนุมอีกหรือ" บวกกับการขนกำลังพลตำรวจมาเกือบๆ ทั้ง สน. เพื่ออารักขาป้าย "ราชประสงค์" ก็ทำให้ผมแปลกใจเป็นทวีคูณ

"ตำรวจคงไม่ได้มาอารักขาป้ายแน่ๆ" พี่คนหนึ่งบอกผมขำๆ ขณะที่กำลังเขียนคำอาลัยลงบนแผงสังกะสิที่กั้นเป็นรั้วๆ ริมหัวมุมเซ็นทรัลเวิลด์ ป้าคนหนึ่งบอกว่า "ไม่ต้องไปกลัวมัน เรามาอย่างสันติ" ขณะกำลังจุดเทียนที่ส่งต่อๆ กันมาเพื่อไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิต ขณะเดียวกัน นักข่าวต่างประเทศมากมายกำลังรุมสัมภาษณ์ บก.ลายจุด คำหนึ่งแกบอกว่า "ผมไม่ใช่แกนนำ พวกเขาที่มาเป็นแกนนอน เขาไม่ต้องการการนำจากใครอีกแล้ว"

เวลานั้นเป็นเวลาใกล้ๆ จะหกโมงเย็น พวกเรายังคงชุมนุมกันต่อไปแม้ บก.จะกลับไปแล้ว หลายๆ คนจับเจ่าคุยกันด้วยความรู้สึกว่า "อาทิตย์หน้าจะมาอีก ไปไหนก็จะตามไป" บางคนบอกว่า "ทีหมอตุลย์ยังใช้เฟสบุ๊กรวมพลได้ บก.ก้ทำได้เหมือนกัน" ผมรู้สึกได้ทันทีว่า คนเหล่านี้ที่ส่วนใหญ่เป็นคนเมืองและคนชั้นกลางในกรุงเทพ ที่แม้เขาจะไมได้รวมตัวกันเพราะเฟสบุ๊กโดยตรง แต่มารวมตัวกันเพราะ "ปากต่อปาก" จาก 5 คน กลายเป็น 50 และเฉียด 500 ในพริบตาจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

ยิ่งมีการจับกุมคุณนที ที่มาตะโกนในวลี "ผมมาคนเดียว" และปล่อยตัวโดยปรับ 100 บาท แต่ก็คุ้มค่าที่ทำให้นักข่าวต่างประเทศประโคมข่าวอย่างรวดเร็ว ยิ่งทำให้กระแส "วันอาทิตย์สีแดง" แพร่ขยายไปในหมู่แนวร่วม "เสื้อแดง" ให้คึกคักมายิงขึ้นเรือ่ยๆ จากน้ำผึ้งหยดเดียวที่เกิดจากการจับ "บก.ลายจุด" จนถึง "คุณนที" ทำให้หลายคนแทนที่จะกลัวกลับกล้ามากขึ้น มีคนๆ หนึ่งบอกกับผมว่า "ดูสิว่าอาทิตย์ต่อไปมันจะจับใคร จะจับได้หมดหรือเปล่า"

ในกระแสที่คนเสื้อแดงต้องยอมปรองดองไม่งั้นก็เป็นฝ่ายถูกล่า การแสดงออกแบบสันติวิธีที่แท้จริงเช่น "วันอาทิตย์สีแดง" จึงได้รับการตอบรับที่รวดเร็ว แม้รัฐจะพยายามใช้ไม้แข๋ง ตั้งแต่ควบคุมแกนนำระดับล่างๆ นักวิชาการเช่น "อ.สุูธาชัย" สื่อเช่น "คุณสมยศ" นักร้องเช่น "มาร์ค v11" และออกหมายเรียก นักศึกษา ม.เชียงรายที่ถือป้ายต่อต้าน พรก. จนถึงล่าสุดพยายามปั่นกระแสซัดทอดเสธ.แดงให้รับบาปแทนในจ้อหา "ก่อการร้าย" ซึ่งมีแต่ข้อน่าสงสัยมากมายว่าจะเป็นการ "เชิดแพะปลอมๆ มาต้มคนดู" แล้วก็ยังไม่อาจที่จะทำให้คนเสื้อแดงเหล่านี้เปลี่ยนใจหันมาปรองดองกับรัฐบาลได้เลย

เหตุผลก็เพราะ แม้หลายๆ คนจะพยายามทำเป็นลืม (เพราะไม่อยากจำ) แต่สำหรับพวกเขาเหล่านี้แล้ว เขาไม่สามารถที่จะ "ลืม" ได้เลย ตราบใดที่ยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ และยังไม่มีการยอมรับว่า "ทหารได้ยิงประชาชนที่ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย" จริงๆ และผมเชื่อว่า ปรากฏการณ์ "อาทิตย์สีแดง" จะเป็นปรากฏการณ์เล็กๆ ที่จะทำไปสู่การเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของคนเสื้อแดง เฉกเช่น "พีทีวี" ที่นำไปสู่ "แดงทั้งแผนดิน" มาแล้วเช่นกัน

ดังนั้นต่อให้รัฐบาลแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยการนำตำรวจมาคุมป้ายราชประสงค์ ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงต้องไปผูกป้ายฝั่งตรงข้ามแทน แต่ทางกลุ่ม บก.ลายจุด ก็ได้กลับมาอีกครั้งในตอน 22.00 น และมาผูกป้ายได้เป็นผลสำเร็จ "ถ้าจะไม่ให้เราผูกป้าย เชิญมาเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมงได้เลย" ทำให้รุ่งเช้า ตำรวจต้องแจ้งสำนักงานเขตมาปลดป้ายออกไปเพื่อ "ทำความสะอาด" อย่างเร่งด่วนทันที ระหว่างนั้นใครที่ผ่านไปผ่านมาคงแปลกใจว่า "ป้าย" หายไปไหนน้อ..

สิ่งที่เห็นแสดงให้เราทราบวิธีคิดที่ "มักง่าย" ของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี แทนที่จะแก้ปัญหาที่ "สาเหตุ" กลับแก้ที่ปลายเหตุ และยังผูกปมให้แน่นขึ้นไปอีก

แทนที่จะเจรจายอมความกับเสื้อแดง กลับเลือกทีจะสลาย ทำให้เมืองกรุงลุกเป็นไฟ
แทนที่จะเปิดโอกาสให้เสื้อแดงในการนำเสนอข่าวสาร กลับเลือกที่ะปิดสื่อ ทำให้คนกระหายข่าวมากขึ้น
แทนที่จะรับฟังความเห็นต่างของนักวิชาการ กลับเลือกที่จะจับนักวิชาการและยึดหนังสือ ทำให้แนวร่วมนักวิชาการต่อต้านมากขึ้น
แทนที่จะออกมาขอโทษประชาชน กลับเลือกที่จะกดหัวประชาชน ทำให้ความเกลียดขังแผ่ขยาย
แทนที่จะปล่อยให้เขาแสดงออกอย่างเสรีในการผูกผ้าแดงที่ป้าย กลับเลือกที่จะนำตำรวจมาคุ้มกันป้าย?

นับจากนี้ไปต่อให้ไม่มีคนเสื้อแดงมารวมตัวในวันอาทิตย์สีแดงอีก ถ้ายังมีวิสัยทัศน์ตื้นๆ อย่างนี้ ผมเชื่อขนมกินได้เลยว่า สมัยหน้า รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็จะไม่มีวันได้เป็นรัฐบาลอีกอย่างแน่นอน ถ้าสู้กันแบบแฟร์ๆ นะ ถ้าสู้กันอย่างไม่แฟร์หละก็ จะให้นิ้วกลางอย่างที่ บก.ลายจุดให้ไว้ในหน้าปก "มติชนสุดสัปดาห์" เล่มก่อนหน้านี้คงจะน้อยเกินไปซะละมั้ง

ป.ล.

ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรม "วันอาทิตย์สีแดง" ในอาทิตย์นี้ 25.ก.ค. จะไปแสดงออกอย่างสันติเช่นเดิม ที่ "สวนลุมพินี" นะครับ ใครอยากพบ บก.ลายจุดตัวจริงเชิญได้เลย

Comment

Comment:

Tweet