ในฐานะประชาชนคนไทยที่มีความเคารพต่อสถาบันกษัตริย์ และในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่ง อยากวิงวอนให้ทุกคนหันมาดูข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้อย่างจริงจังครับ นี่เป็นคดีสำคัญมากๆที่จะกำหนดทิศทางในเรื่องของสิทธิมนุษยชนในประเทศเราต่อไป โดยส่วนตัวอยากให้พิจารณาในประเด็นต่อไปนี้

1. 112 มีไว้เพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์จริงหรือไม่ หากเรามองแบบแบ่งแยกเนื้อหาของมาตรา กับการบังคับใช้จริงที่ผ่านมา

2. ความไม่โปร่งใสของกระบวนการอยู่ที่จุดไหน? ที่ศาล? หรือว่าเนื้อหาของตัวกฏหมายตั้งแต่แรก แล้วต้องแก้ไขอย่างไร และหากใครก็สามารถฟ้องหมิ่นได้ อะไรจะสามารถหยุดการใช้มาตรานี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ (ในกรณีนี้เป็น สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา แต่กรณีอื่นๆนั้นไม่ใช่หน่วยงานก็ทำได้ และทำมาแล้ว) อ่านรายละเอียดคดีได้ที่http://prachatai.com/journal/2011/11/37991

3. ส่ง SMS 4 ข้อความ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม โดน20ปีนั้น ยุติธรรมไหม แล้วในกระบวนการตัดสินที่ดูแค่เลข EMEI นั้น หากผมเอาโทรศัพท์คนที่ผมไม่ชอบมาส่งข้อความในเชิงหมิ่นออกไป ก็สามารถกลั่นแกล้งกันได้โดยง่ายดาย 

4. มาตรากฏหมายเพื่อปกป้องการล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์นั้นต้องมีอยู่ แต่จะทำอย่างไร ที่จะแปรรูปกระบวนการให้ชัดเจนกว่านี้ และมีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างการ "หมิ่น" และการ "วิพากษ์บทบาทของสถาบันที่มีต่อสังคมในเชิงวิชาการ"

5. หากลองมองถึงกลุ่มคนที่มีความคิดที่แตกต่างออกไปต่อสถาบันกษัตริย์จริงๆ และลองพิจารณาประวัติศาสตร์ถึงกลุ่มต่างๆในทุกประเทศที่มีความคิดขัดแย้งกับบรรทัดฐานที่เป็นที่ยอมรับของสังคม และสำรวจดูว่า การ"ห้าม"ไม่ให้คิด ให้พูดในแบบที่เค้าคิดนั้น ได้ผลจริงหรือไม่ สุดท้ายแล้วกฎหมายและ "การลงโทษ" เป็นเครื่องมือที่ได้ผลที่สุดจริงๆหรือเปล่าสำหรับการปกป้องสถาบันกษัตริย์ หรือว่ามันจะยิ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้กลุ่มที่ต่อต้าน ขยายตัวออกมากขึ้นเรื่อยๆ

6. "เสรีภาพส่วนตัวนั้นย่อมทำได้ ตราบใดที่ไม่สร้างความเดือดร้อนต่อผู้อื่น" เราได้ยินคำนี้กันมาบ่อยมาก แต่อาจจะต้องมาทบทวนกันอย่างจริงจังอีกครั้งว่า "การสร้างความเดือดร้อน" นั้นคืออะไร การออกความเห็นที่ทำให้คุณไม่พอใจนั้น ถือว่าเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้คุณหรือไม่

7. "แตกต่างไม่แตกแยก" เราพูดกันทุกวัน อาจจะถึงเวลาที่เราต้องทำกันจริงๆแล้ว แม้ว่าการปรับทัศนะคติส่วนตัว ระบบความเชื่อทุกอย่างที่มีมา มันจะยากแค่ไหนก็ตาม และหากต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายเริ่มก่อน สุดท้ายก็ไม่มีทางที่สันติจริงๆจะเกิดขึ้นได้สักที

--------------------------------------------------------------------

และนี่คือจาก facebook ผม ที่โพสไปยัง Wannasingh Prasertkul :)

--------------------------------------------------------------------

ขอแลกเปลี่ยนนะครับ ในฐานะที่เป็นคนชอบคิดชอบสงสัยเหมือนกัน

 

 

1. 112 มีไว้เพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์จริงหรือไม่ 

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------- 

ต้องดูที่ประวัติศาสตร์ของมาตรานี้ ว่ามีการพัฒนาโทษให้แรงขึ้นกี่ครั้ง โดยใคร

และคุณวรรณสิงห์เคยทราบไหมครับว่า ในปี 2475 คณะราษฏร์เคยออกมาตรา 104 อนุญาตให้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันได้หากเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อประโยชน์ของประชาชนและปกป้องรัฐธรรมนูญ แต่ถูกยกเลิกไปโดยการรัฐประหาร และถูกตั้ง 112 มาแทนโดยจอมพลสฤษฏ์ และสมัย 6-14 ตุลา มีเหตุการณ์ที่ต้องเอามาใช้ในการควบคุมความคิดคนรุ่นใหม่นักศึกษาสมัยนั้นเนื่องจากกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์ รวมถึงเหตุการณ์กรณี ร.8 สวรรคต ก็เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้มีการใช้มาตรา 112 ต่อเนื่องกับผู้วิพากษ์วิจารณ์เรื่อยมาควบคู่ไปกับการทำสารคดีเฉลิมพระเกียรติก็เริ่มมีการทำอย่างต่อเนื่องมาหลังจากปี 2519 โดยมีจุดมุ่งหมายให้ประชาชนรับทราบพระราชกรณียกิจในเชิงบวกให้มากที่สุด คุณสิงห์มองในอีกแง่มุมหนึ่งไหมว่า มันคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเป็นการสร้างภาพให้คนเยอรมันมองว่าคนยิวเป็นปีศาจ และฮิตเลอร์เป็นฑูตสวรรค์ที่จะกำราบปีศาจและนำพาเยอรมันไปสู่ความศิวิไลซ์ ขณะที่ใครวิจารณ์ฮิตเลอร์ถูกเก็บอย่างลับๆ ควบคู่ไปกับการกวาดล้างคนยิวไปพร้อมๆกัน และปลายทางที่สุด นำพาเยอรมันสู่การพ่ายแพ้และล่มสลายในสงครามโลกจนต้องแตกออกเป็น 2 ประเทศ เยอรมันตะวันออก-ตก ผมมองว่าสถานการณ์มันคล้ายๆ กับเมืองไทยในเวลานี้

 

 

2. ความไม่โปร่งใสของกระบวนการอยู่ที่จุดไหน? ที่ศาล? หรือว่าเนื้อหาของตัวกฏหมายตั้งแต่แรก แล้วต้องแก้ไขอย่างไร และหากใครก็สามารถฟ้องหมิ่นได้ อะไรจะสามารถหยุดการใช้มาตรานี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ 

 --------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ความไม่โปร่งใสอยู่ที่รัฐธรรมนูญที่คุ้มครองกษัตริย์ในฐานะบุคคลที่ "ล่วงละเมิดมิได้" ที่ถูกคณะรัฐประหารตั้งแต่สมัยยุคจอมพลแก้ไขมาพร้อมกับสร้างมาตรา 112 มาเพื่อใช้ทำลายบุคคลที่คิดต่างทางการเมือง แน่นอนว่าต้องแก้ไข 112 ให้สามารถเปิดช่องให้สถาบันตั้งตัวแทน (ในกรณีที่ไม่ชี้แจงด้วยตัวเอง) เช่น สำนักพระราชวังหรือราชเลขาธิการ มาเพื่อตอบโต้ข่าวลือหรือดำเนินการฟ้องร้อง ไม่ใช่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้แจ้งจับกุม เหตุเพราะคดีหมิ่นประมาทโดยทั่วไป เจ้าทุกข์หรือตัวแทนต้องเป็นผู้ฟ้องเองเท่านั้น และที่สำคัญ คดีหมิ่นประมาททั่วไปยอมความได้ แต่เหตุใด 112 ถึงยอมความไม่ได้ อาจเป็นเพราะอ้างความมั่นคงเนื่องจากผูกความมั่นคงของชาติไว้กับสถาบันตามรัฐธรรมนูญไว้แล้ว ว่า "สถาบันอยู่ในสถานะที่เป้นที่เคารพสักการะและล่วงละเมิดมิได้" ทหารถึงใช้ข้ออ้าง "ใม่จงรักภักดี" ปฏิวัติรัฐบาลที่พวกเขาเห็นว่าไม่ชอบได้ตลอดเวลา หากจะแก้ก็ต้องรื้อรัฐธรรมนูญและนิยามส่วนที่เกี่ยวข้องส่วนนี้ใหม่ให้ยุติธรรมกับทุกฝ่าย และปิดช่องไม่ให้ใครใช้เป้นข้ออ้างในการปฏิวัติได้ครับ

 

 

3. ส่ง SMS 4 ข้อความ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม โดน20ปีนั้น ยุติธรรมไหม แล้วในกระบวนการตัดสินที่ดูแค่เลข EMEI นั้น หากผมเอาโทรศัพท์คนที่ผมไม่ชอบมาส่งข้อความในเชิงหมิ่นออกไป ก็สามารถกลั่นแกล้งกันได้โดยง่ายดาย 

 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

เรื่องมือถือกับ sim ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้อยู่แล้วครับ เนื่องจากไม่มีพยานบุคคลรู้เห็นตอนส่งข้อความ อีกทั้งเพราะไม่ได้เป็นการจ่ายรายเดือนที่มีการ register ชื่อที่อยู่ไว้แต่ต่อให้ register ก็โดนก็เพราะกฏหมายใช้คำว่า "ผู้ใดครอบครอง" ดังนั้นก็คงจะโดนส่วนนี้แหละครับ เรื่อง 20 ปีนั้นเพราะศาลถือว่าเอาจำนวนครั้งที่ส่งเป็นตัวคุณ โทษเลยดูเยอะ แต่ก็ถูกต้องครับที่ว่าจะสามารถกลั่นแกล้งกันอย่างง่ายดาย คนจ่ายเงินอาจไม่ใช่คนโทรก็ได้ มันพิสูจน์ยากครับ แต่ปกติต้องยกผลประโยชน์ให้จำเลยนะถ้าหลักฐานไม่ชัดเจน

 

 

4. มาตรากฏหมายเพื่อปกป้องการล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์นั้นต้องมีอยู่ แต่จะทำอย่างไร ที่จะแปรรูปกระบวนการให้ชัดเจนกว่านี้ และมีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างการ "หมิ่น" และการ "วิพากษ์บทบาทของสถาบันที่มีต่อสังคมในเชิงวิชาการ"

 

 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ชัดเจนครับว่า ต้องมีอยู่แต่ถ้าแยกกระบวนการชัดเจนว่าใครสามารถฟ้องได้ ใครสามารถตอบโต้แทนได้ ก็จะช่วยให้ปัญหาเรื่องข่าวลือต่างๆ ลดลงครับ

 

 

5. หากลองมองถึงกลุ่มคนที่มีความคิดที่แตกต่างออกไปต่อสถาบันกษัตริย์จริงๆ และลองพิจารณาประวัติศาสตร์ถึงกลุ่มต่างๆในทุกประเทศที่มีความคิดขัดแย้งกับบรรทัดฐานที่เป็นที่ยอมรับของสังคม และสำรวจดูว่า การ"ห้าม"ไม่ให้คิด ให้พูดในแบบที่เค้าคิดนั้น ได้ผลจริงหรือไม่ สุดท้ายแล้วกฎหมายและ "การลงโทษ" เป็นเครื่องมือที่ได้ผลที่สุดจริงๆหรือเปล่าสำหรับการปกป้องสถาบันกษัตริย์ หรือว่ามันจะยิ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้กลุ่มที่ต่อต้าน ขยายตัวออกมากขึ้นเรื่อยๆ

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

การปิดปากไม่ช่วยครับ การเจรจาและแลกเปลี่ยนความคิดเห้นรวมถึงการเปิดเสรีภาพทางความคิดเท่านั้นที่จะให้ความจริงปรากฏ ในประเทศที่ free speech จะเห้นว่าคนชอบและไม่ชอบเขาก็อยู่ร่วมกันได้ และเรื่องไหนเกินเหตุเขาก็ตอบโต้และฟ้องกันไปเป็นรายๆ ไป สุดท้ายก็ยอมความได้ด้วยดี แต่ทำไมเมืองไทยมันมีปัญหา อาจเพราะเอาวัฒนธรรม+ศาสนามาผูกกับสถาบันกษัตริย์มากเกินไป เลยเกิดการหวงแหนปกป้องจนเกินควรก็เลยเป็นแบบนี้หละครับ

 

 

6. "เสรีภาพส่วนตัวนั้นย่อมทำได้ ตราบใดที่ไม่สร้างความเดือดร้อนต่อผู้อื่น" เราได้ยินคำนี้กันมาบ่อยมาก แต่อาจจะต้องมาทบทวนกันอย่างจริงจังอีกครั้งว่า "การสร้างความเดือดร้อน" นั้นคืออะไร การออกความเห็นที่ทำให้คุณไม่พอใจนั้น ถือว่าเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้คุณหรือไม่

 

 -----------------------------------------------------------------------------------------

ผมขอถามคุณสิงห์ว่า แล้ว "สถาบัน" ท่านเดือดร้อนหรือเปล่า ในหลวงเองก็ทรงมีพระราชดำรัสปี 38 ว่า ถ้าจับคนที่วิพากษ์วิจารณ์ท่านแล้ว ท่านจะเดือดร้อนด้วย หมายความว่าอย่างไร บางครั้ง การที่เรามีอารมณ์รักหรือเกลียดอะไรมากไป มันทำให้เราลืมเหตุผลและลืมคุณค่าและสิทธิเสรีภาพในความเป็นมนุษย์ได้ง่ายๆ ครับ

 

 

7. "แตกต่างไม่แตกแยก" เราพูดกันทุกวัน อาจจะถึงเวลาที่เราต้องทำกันจริงๆแล้ว แม้ว่าการปรับทัศนะคติส่วนตัว ระบบความเชื่อทุกอย่างที่มีมา มันจะยากแค่ไหนก็ตาม และหากต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายเริ่มก่อน สุดท้ายก็ไม่มีทางที่สันติจริงๆจะเกิดขึ้นได้สัก

 

 -----------------------------------------------------------------------------------

เพราะมีการตั้งกรอบความคิดไว้ตั้งแต่เกิดแล้ว เช่น เป้นคนไทยต้องนับถือศาสนาพุทธ ต้องรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และต้องรักษาขนบธรรมเนียมอันดีงาม แถมยังมีการสอนอีกว่า ใครหลุดจากกรอบนี้จะเป็นเด็กไม่ดี เป็นคนไม่ดี ไม่ถูกต้อง เลยทำให้คนที่คิดแตกต่าง กลายเป็นคนแปลกแยก ท้ายที่สุดก็มีความรู้สึกไม่เข้าพวก ต้องประหัดประหารกันอย่างนี้แหละครับ การปรองดองจึงน่าจะเริ่มต้นจากการที่เคารพความคิดและความเป็นคนที่เท่ากัน... ถ้าไม่ลดทิฐิลงบ้าง ก็ไม่มีวันทำความเข้าใจกันได้หรอกครับ

 

 

ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนกันครับ

edit @ 29 Nov 2011 23:24:43 by Erosagape

Comment

Comment:

Tweet