โปรแกรมเมอร์ฉันหรือเธอก็เป็นได้ ตอนที่ 2 : จะทำไงถึงจะสอนคอมให้เข้าใจภาษาคน

 

2.1 จะทำไงถึงจะคุยกับคอมรู้เรื่อง

 

จากตอนที่ 2 เราได้รู้คร่าวๆ แล้วนะครับ ว่าถ้าคุณอยากเปิดร้านขายอาหารแบบไหน คุณก็ต้องรู้วิธีทำอาหารแบบนั้น ตอนนี้เรามาต่อกันว่า โอเค สิ่งสำคัญก็คือ คุณจะต้องรู้จัก “ตั้งคำถาม” จาก “ความคิด” ของตัวเอง เช่น หากจะทำร้านข้าวขาหมูที่ประเทศอินเดียย่านมุสลิม คงไม่เหมาะเท่าไรจริงไหมครับ หากคุณเลือกทำเลแถวนั้น ก็ต้องขายพวก ข้าวหมกไก่ โรตี มะตะบะ พระตะบอง อะไรอะไรพวกนี้ นี่แหละคือประเด็นของหัวข้อนี้ นั่นคือ คุณจะต้องรู้ถึง “ความเหมาะสม” แล้วมันเกี่ยวกันยังไง เกี่ยวสิครับ สมมติว่าคุณคิดจะทำขายข้าวหมกไก่ที่อินเดีย สิ่งที่คุณต้องรู้อีกอย่างก็คือ “แล้วกูจะพูดยังไงกับคนอินเดีย”

 

2.2 ภาษาคน-ภาษาคอม

 

แน่นอนว่าคุณจะทำข้าวหมกเม็ด เอ๊ย หมกไก่ที่อินเดีย คุณจะพูดภาษาพม่าหรือเว่าลาวก็คงจะไม่ได้ ก็เหมือนกับการเขียนโปรแกรมครับ คอมพิวเตอร์ปัจจุบันนี้มีหลายพันธ์มาก โดยเฉพาะพันธุ์ทิพย์... (ไม่ใช่แล้ว) เอาใหม่ๆ มีหลายแบบมากๆ เปรียบคอมพิวเตอร์เป็นประเทศประเทศหนึ่งๆ ย่อมมีวัฒนธรรมของตัวเองจริงไหมครับ แน่นอนว่าอย่างประเทศไมโครซอฟท์ก็มีวัฒนธรรมนิยมวินโดว์ (Windows) ประเทศแม็คอินทอชที่เลิกกับคัทลียาไปแล้ว (ฮากริบ) ก็มีวัฒนธรรมไอ้โอ้เอ็ด (iOS) ประเทศเล็กๆแถบมือถือก็มีวัฒนธรรมพวกแอน.. ทองประสม เอ๊ย แอนด๋อย (Android) เป็นต้น แน่นอนว่าแต่ละประเทศก็มีภาษาที่ใช้สื่อสารกันหลายภาษาจริงไหมครับ ซึ่งภาษาหนึ่งก็ใช้ร่วมกันได้หลายประเทศหลายวัฒนธรรม (ยกเว้นภาษาไทยมีใช้อยู่ประเทศเดียว –ฮาเงียบ)  ไอ้ภาษาที่ใช้คุยกันนี่หละที่เราต้องเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น ภาษาซี (C) ภาษาวีบี (VB) ภาษาผีเฮ็ดผีอีหยังเก๊าะ (PHP ที่ไม่ใช่ PSP –ฮาเงียบ) ภาษาไผทอน (Python) ภาษาจ่าว่า (Java – หมวดดุไม่ได้ ต้องจ่าว่าอย่างเดียว ไม่งั้นผิดวินัย) เป็นต้น

 

2.2 แล้วจะสื่อสารกันยังไง

 

แน่นอนครับว่าแต่ละภาษาย่อมมีเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ มีสิ่งที่เรียกว่า ไวยากรณ์ (grammar) หรือ แกรมม่า ที่ไม่ใช่แกรมมี่ เช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ หรือภาษาญี่ปุ่นมีสระคล้ายๆ กันคำบางคำใช้ ร่วมกันได้ เป็นต้น สิ่งที่เรียกว่าไวยากรณ์นี่แหละครับคือหลักในการสื่อสารของภาษา เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ที่มี ข้อยกเว้น หรือ กฏเกณฑ์ในการใช้ที่เราต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจก่อน จริงไหมครับ ถึงจะสื่อสารกันรู้เรื่อง ไม่ใช่สักแต่ว่าออก accent เหมือนอย่างเดียวแต่ไวยากรณ์มั่วๆ โอเค รู้อาจจะรู้ แต่อาจจะเข้าใจผิด จนความหมายวิปริต ติด Error ก็เป็นได้

 

การสื่อสารของคนกับคนอาจจะดูยาก เพราะเราต้องเรียนตั้งแต่ตัวอักษร ถ้ามันใช่ตัวอักษรร่วมกันอย่าง ภาษาอังกฤษ ใช้ร่วมกับภาษาเศษฝรั่ง – ฝรั่งเศส (ฮากริบ) หรือภาษาลาติน อย่างนี้ก็ดีไป แต่ถ้ามันคนละตัวอักษรอย่าง ภาษาไทย ภาษาลาว ภาษาอาหรับ ก็ต้องปรับตัวท่องกันขนานใหญ่ ...อย่ากังวลไปครับ เพราะภาษาคอมพิวเตอร์ ใช้ตัวอักษรเดียวกัน และเจ้าของเดียวกันกับภาษาอังกฤษ แน่นอนว่า สิ่งที่คุณต้องรู้และจำเป็นในการสื่อสารก็คือ คุณต้องอ่านภาษาอังกฤษออกครับ ถ้าไม่ใข่และรู้ตัวว่าอ่อนอังกฤษ ก็กลับไปเรียนซะตั้งแต่ตอนนี้ยังไม่สายเด้อครับ

 

2.3 แล้วจะใช้ภาษาอะไรดีละ

 

เอาละ เข้าประเด็นต่อมา ในเมื่อมีทั้งภาษาซี-ฉัตรปวีน ภาษาวีบี-น้ำทิพย์ ภาษาจ่าว่า-หมวดด่าไม่ได้ ภาษาผีเฮ็ดผี เราจะใช้ภาษาอะไรในการคุยกับคอมพิวเตอร์ดี ในเบื้องต้นผมของแนะนำภาษาวีบี น้ำทิพย์ (VB) เพราะว่ามันดูเป็น ภาษาคน และเข้าใจง่ายที่สุดครับ ...แม้มันจะไม่ฮิตที่สุดและเป็นประโยชน์เท่าภาษาซี-ฉัตรปวีณ ที่ออกจะสวยงามและฉลาดแล้ว (เริ่มออกทะเลแล้ว กลับมาๆๆๆ) อะแฮ่ม แต่ภาษาวีบี-น้ำทิพย์ ก็เป็นอะไรที่แม้จะมีอายุไปบ้าง แต่ก็ยังสวยอยู่ครับ และยังน่ารักเสมอสำหรับผม (ฮิ้วววว)

 

เอาจริงๆ ละ ภาษา VB ย่อมาจาก Visual Basic แปลตรงๆ ก็คือ เสมือนง่าย (Visual=เสมือน Basic=ง่าย/พื้นๆ) พูดแบบไทยเป็นไทยก็คือ “เหมือนพื้นๆ ง่ายๆ กากๆ ดาดๆ “ อะไรก็ตามแต่ แต่ทุกอย่างก็คือจุดเริ่มต้นครับ จริงๆ อะไรง่ายๆ ไม่สำคัญเท่ากับว่าทำแล้วมันโดนหรือเปล่า ง่ายๆ แต่ขายได้ ดีกว่าหรูแต่ขายไม่ออก ผมคิดแบบนี้เนอะ เอาเป็นว่าเรามาเริ่มต้นทักทายกันด้วยภาษา VB กันดีกว่านะครับ หากใครสนใจภาษาอื่นมากกว่า ก็กรุณาไปบล็อกอื่นครับ เพราะอยู่บล็อกไหนก็ต้องตามใจเจ้าของบล็อก อยู่โรงเรียนก็ต้องตามใจผู้อำนายการ อยู่ที่ทำงานก็ต้องตามใจผู้จัดการ จริงไหมครับ ส่วนตัวผมมองว่า VB ก็เหมือนกับชื่อแหละครับ “เหมือนว่าง่าย” แต่จริงๆ จะง่ายหรือยากอยู่ที่เรามีความพยายามที่จะเรียนรู้และเข้าใจแค่ไหนครับ

 

2.4 เริ่มต้นสื่อสารกับคอมพิวเตอร์กันเถอะ

 

คุณเคยจำตัวเองตอนเป็นเด็กได้ไหมครับ แน่นอนว่าเราก็ยังไม่รู้อะไร จนกระทั่งเรียนภาษา เริ่มพูดได้ ฟังออก ก็จะมีการสอนด้วยตัวอักษรภาพว่า นี่ ท้องฟ้า เขาเรียกภาษาอังกฤษว่า sky นะ หรือให้เรียกผู้หญิงที่ให้เราเกิดมาว่า “แม่” “หม่าม้า” “มาม่า” หรือ “มัม” หรือ “ฮาฮ่า –ภาษาญี่ปุ่น haha) อะไรก็แล้วแต่ตามแต่ละภาษา แต่ถ้าคุณสังเกตนะ มันมีเสียงคล้ายๆ กัน คือเริ่มเสียงสระ อา หรือ ม.ม้า (ที่ไม่ใช่ อรนภา กฤษฏี) เหมือนกัน นั่นคือเราต้องสามารถที่จะ “เรียก” สิ่งต่างๆ ได้ตามแต่ละภาษาที่กำหนดไว้ เช่น ตัวอักษร ภาษาอังกฤษก็คือ character หรือ วันที่ ภาษาอังกฤษก็คือ date ตัวเลข ภาษาอังกฤษก็คือ numbers ใช่ไหมครับ แน่นอน เราสอนเด็กให้รู้จักแปลภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่ง เราก็ต้องสอนคอม ที่เปรียบเหมือนกับ “เด็กเล็ก” ให้สามารถเรียกสิ่งต่างๆ ที่เรากำหนดให้เรียกตามภาษาคอมพิวเตอร์นั้นๆ ด้วยเช่นกัน เราเรียกการ “สอน” คอมให้รู้ความหมาย ว่าเป็นการ “กำหนด” ตัวแปรครับ หรือเรียกว่าการ Declaration เช่น

 

สมมติ แม่ผมชื่อ “หรั่ง” อายุ “60” เกิด “2 มิถุนายน 2493” ผมต้องการให้คอม จำข้อมูลเกี่ยวกับแม่ผม ในรุปแบบภาษา VB ก็จะเป็นแบบนี้

Dim Mom_name as string=”หรั่ง”

Dim Mom_age as Integer=60

Dim Mom_Birthdate as date=”02/06/2493”

 

คำอธิบายก็คือเป็นการสั่งการให้คอมพิวเตอร์จำข้อมูล 3 อย่างนี้ โดยใช้คำสั่ง Dim (Dimension)  เป็นการสั่งให้จำข้อมูลในรูปแบบต่างๆ กันที่เราต้องการให้คอมพิวเตอร์จำ โดยมีไวยากรณ์ก็คือ

--------------------------------------------------------------------------------

Dim ชื่ออะไร as เป็นข้อมูลแบบไหน = ข้อมูลอะไรที่ต้องการให้จดจำ

---------------------------------------------------------------------------------

แต่ละบรรทัดก็จะมีความหมายแบบนี้

  1. เป็นการกำหนดว่า “หรั่ง” เป็นข้อมูลแบบตัวอักษร (String) ให้จำไว้ในชื่อ “Mom_Name” นะ
  2. ส่วน 60 ที่เป็นอายุ และเป็นข้อมูลแบบตัวเลขจำนวนเต็ม (Integer) ให้จำไว้ในชื่อ Mom_age
  3. วันที่ 2 มิถุนา 2493 เป็นข้อมูลแบบวันที่ (date) ให้จำไว้ในชื่อ Mom_BirthDate

โดยชนิดของข้อมูลตามไวยากรณ์ของภาษา VB เบื้องต้นก็จะเป็นตามตัวอย่างครับ

String=ตัวอักษรอะไรก็ได้

Integer=ตัวเลขจำนวนเต็มอะไรก็ได้

Date=วันที่/เวลา

 

 

2.5 แล้วจะคุยกันยังไงให้รู้เรื่อง

 

 

จากหัวข้อที่แล้ว เราได้สั่งคอมพิวเตอร์ให้จำค่าต่างๆ ตามที่เรากำหนดด้วย Dim แล้วคราวนี้เราจะมาทดสอบกันว่า แล้วคอมจำได้หรือเปล่า ก็เหมือนสมัยเรียนที่เราต้องมาคัดลายมือ เราต้องมาท่องศัพท์ละครับ การให้คอมพิวเตอร์ท่องอะไรที่เราสั่งให้เค้าจำไว้แล้วก็สามารถทำได้โดยการใช้คำสั่ง Msgbox (Message Box-กล่องข้อความ) ดังนี้

 

----------------------------------------- 

Msgbox "คำูพูดที่ต้องการให้คอมพูดกับเรา" & ค่าที่คอมจำไว้

 -----------------------------------------

 

ตัวอย่างเช่น ต้องการให้คอมจำไว้และบอกเราว่า ชื่อแม่ของเราชื่ออะไร อายุเท่าไร เกิดวันที่เท่าไร ก็จะเขียนได้ดังนี้ครับ (ยกมาจากตัวอย่างก่อนนะครับ)

 

 

Dim Mom_name as string=”หรั่ง”

Dim Mom_age as Integer=60

Dim Mom_Birthdate as date=”02/06/2493”

 

Msgbox “ชื่อแม่ = ” & Mom_Name

Msgbox “อายุแม่ = ” & Mom_Age

Msgbox “วันเกิดแม่ = ” & Mom_BirthDate

 

อธิบายนะครับ

 

.”ชื่อแม่ =” ในเครื่องหมายคำพูด คือการให้คอมทวนคำที่เราต้องการให้พูดครับ เหมือนกับสมัยเรียนที่ครูชอบให้เราพูดว่า “Ant =มด” นั่นแหละ นี่ก็เป็นการบอกว่า ชื่อแม่ = อะไร โดย หลังจากส่วนที่เป็นคำพูดที่ทวนซ้ำ แล้วก็คือค่าที่เราสอนให้คอมจำไว้นั่นคือ Mom_Name โดย & ที่เชื่อมกันก็เป็นไวยากรณ์ของการให้แสดงข้อความต่อเนื่องกันระหว่างคำที่เราอยากให้คอมสื่อสารในเครื่องหมายคำพูด กับค่าที่คอมจำไว้ที่ต้องมีเครื่องหมาย & คั่นเสมอครับ

 

ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ เช่นหากเราต้องการบอกฝรั่งว่า คำว่า สวัสดี มีความหมายเท่ากับ hello ตามไวยากรณ์ในภาษาอังกฤษเราก็ต้องพูดว่า “สวัสดี” is Hello นั่นแหละครับ is กับ & ก็ทำหน้าที่เหมือนกัน โดยในภาษา VB ในการบอกว่า “ชื่อแม่” เท่ากับ Mom_Name  ซึ่ง คอมก็จะนึกออกว่า อ๋อ Mom_Name=”หรั่ง” ตามที่เรากำหนดไว้ใน Dim นั่นเองครับ

 

 

บรรทัดอื่นๆ ก็หลักการเดียวกันครับ

 

ผลที่ได้ คอมก็จะขึ้นข้อความบอกเรา 3 ครั้งว่า

 

ชื่อแม่=หรั่ง

อายุแม่=60

วันเิกิดแม่=02/06/2493

 

ไม่รู้ว่าจะพอเข้าใจกันไหมนะครับ ตอนหน้าเดี๋ยวเรามาเริ่มต้นลองเขียนโปรแกรมตาม Concept นี้กับ Visual studio 2008 กันนะครับ

 
A-Palace (เอวัง)

edit @ 26 Jan 2012 12:23:04 by Erosagape

edit @ 26 Jan 2012 14:27:32 by Erosagape

Comment

Comment:

Tweet

ดีมากเลยครับ ผมขอเป็นกำลังใจให้นะครับ

#1 By BB (103.7.57.18|115.87.106.229) on 2012-11-23 14:20